เหนือกาลเวลา

posted on 05 Nov 2011 15:05 by prophese13

 

 

เวลา ภาษาอังกฤษใช้ว่า time ได้ยินคนอีสานแถวนี้เรียกว่า มื้อ ทางใต้เค้าเรียกกันว่า หวัน มันก็คือ คำๆนึง ที่คนพยายามจะใช้มัน เพื่อบอกการเคลื่อนที่ของดวงอาทิตย์ บอกการหมุนดวงจันทร์ บอกฤดูกาล หรือใช้เป็นตัวบอกเรื่องราวความเป็นไปของเหตุการณ์ 

 

เวลากลายมาเป็นตัวบอกวัน บอกรอบของการดำเนินชีวิต และก็บอกช่วงชีวิตของคน ว่าจะอยู่ต่อไปได้นานเท่าไหร่ คนเราพยายามที่จะหาจุดของเวลามากำหนดกฎเกณฑ์ในการดำเนินชีวิต ให้การเคลื่อนที่ของดวงอาทิตย์ ใช้เสียงร้องของไก่ ใช้พฤติกรรมของสัตว์ต่างๆ จนถึงขั้นการตั้งเครื่องจักรลานที่เรียกว่า นาฬิกา มาเป็นตัวกำหนดกฏเกณฑ์ว่ามันเป็นเวลาไหน และเราควรจะทำอะไรอยู่ ณ เวลานั้น

 

และก็น่าแปลก ที่เวลาในแต่ละวัน ของแต่ละคน มันเดินเร็วไม่เท่ากัน ทั้งๆที่อาศัยอยู่บนโลกเดียวกัน ใช้นาฬิกาเหมือนกัน นิยามคำว่าเวลาเหมือนๆกัน

 

สิ่งใด คือ ปัจจัยที่ทำให้เวลาของคนเดินไปด้วยความเร็วไม่เท่ากัน สิ่งนั้นใช่คำว่า "ใจ" หรือไม่

 

พ่อ เคยบอกคำนึงว่า " คนที่ที่ว่างคือคนที่จิตไม่ว่าง คนที่ไม่ว่างคือคนที่จิตว่าง"  คำพูดของพ่อนี้หมายความว่ายังไง ?

 

มันหมายความว่าคนที่อยู่ว่างๆ เหมือนไม่มีไรทำนั้น จิตใจจะคิดเตลิดไปได้ต่างๆนาๆ ใจยิ่งคิด ยิ่งเตลิดไปมากเท่าไหร่ เวลาของคนที่ว่างเหล่านี้ ก็จะเดินไปอย่างเชื่องช้าและนานแสนนาน ต่างกับคนที่ไม่ว่าง จิตใจจะมีสมาธิจิตจ่อกับสิ่งที่ทำจนไม่มีเวลาว่างที่จะเตลิดออกไปไหน

 

จิตที่ไม่ว่าง คือ จิตที่เป็นทุกข์ เนื่องจากความคิดที่หมุนวนใจจิตใจของคนนั้นจะนำเราเข้าสู่ ความโลภ ความโกธร ความหลงได้เสมอ คนของคนเราเข้าสู่ทางเสื่อมได้ง่ายและเร็วมาก อยากที่เค้านิยาม ความเร็วเล่านั้นว่า "เวลาเพียงชั่วอึดใจ"

 

การปล่อยให้จิตว่าง และสงบนั้น มันจะเกิดความสุขจากความสงบที่เรียกว่า "ปิติ" คนที่ฝึกนั่งสมาธิ ก็เพื่อที่จะฝึกทำจิตให้ว่าง เพื่อที่จะพบความปิติสุขที่แท้จริง

 

เวลาจึงไม่ได้มีความหมายแค่บอกรอบของการเคลื่อนที่ของโลก ไม่ได้บอกวันและคืนที่หมุนผ่าน แต่เวลาบอกปฏิกิริยาที่สัมพันธ์กับใจ ใจที่เป็นทุกข์ จะผูกติดกับการเวลาอย่างเหนียวแน่น การรอคอยอะไรบางอย่างด้วยใจที่ไม่ว่าง ด้วยความเป็นทุกข์นั้น ทุกเวลาที่เคลื่อนผ่าน มันยาวนานเหมือนชั่วกัปชั่วกัล ต่างกับใจที่เป็นสุขที่อยู่เหนือกาลเวลา ไม่มีเช้า ไม่มีกลางวัน ไม่มีเย็น มันหมุนผ่านไปอย่างรวดเร็ว วันแล้ววันเล่า เหนือกาลเวลา

 

อย่าเป็นทุกข์ในวันที่คนอื่นสุข อย่าทำตัวให้เป็นทุกข์ อย่าทำให้คนอื่นเป็นทุกข์ และอย่ามีความสุขบนทุกข์ของคนอื่น เพราะเวลาของคนเราไม่เท่ากัน มนุษย์มีเวลาเป็นทุกข์อยู่บนโลกนี้แสนนานนัก และมีเวลาความสุขที่แสนสั้นมาก

 

 จงทำตัวเองให้มีค่า อยู่เหนือกาลเวลา และบอกลาโลกนี้อย่างสงบ

และแล้วผู้หญิงตัวเล็กๆ (มั้ง) ที่บอบบาง อย่างข้าพเจ้า ก็ได้เรียนรู้ว่าชาซ่อมส้วม อย่างละเอียด ถ่องแท้จนกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านส้วมคนหนึ่งของไทยเราเลยก็ว่าได้

 

เล่าย้อนไปในเหตุการหฤหรรษ์ ณ วันนั้น ด้วยนิสัยเดิม (ที่อาจจะดีหรือไม่ดีก็ไม่รู้) ชอบเอาพวกเศษอาหารทิ้งในโถส้วม แล้วก็กดทิ้ง จินตนาการว่าส้วมเป็นปีศาจเขมือบ อินทรีย์วัตุทั้งหลาย ที่ไม่ใช่ส้มทั้งลูก ปีศาสจส้วมจัดการเรีบยไม่เหลือซาก  เหอๆ อันนี้ก็ด้วยความที่เห็นว่ามันเป็นขยะเปียก ทิ้งถังขยะมันจะเลอะ เน่า และการทิ้งส้วมก็จัดการมันไม่เหลือซากดี

 

เหตุการณ์ ณ วันนั้น มันไม่ได้เป็นอย่างทุกครั้ง เนื่องจากปกติหม้าหุงข้าวก่อนล้างจะแช่น้ำไว้ให้มันอืดๆ จะได้ล้างง่ายๆ แต่ครั้งนี้มันมีข้าวเหลืออยู่ในตู้เย็นครึ่งหม้อ ขี้เกียจอุ่น และจะหุงใหม่ จึงทิ้งมันด้วยความเคย ลงไปในโถส้วม

 

โอ้วววว กรำ ลืมไปว่ามันยังเป็นก่อนใหญ่ ลงไปกองอยู่ในชักโครก แถมกดไม่ลงด้วย .... นั่นไง ซวยล่ะกรู ทำยังไงดี ก็พยายามกดๆๆๆๆ ให้มันแตกเป็นก้อนเล็กๆ จะได้ไหลไปกับน้ำได้หมด (ขอบอกคุณสมบัติของข้าวก้อนนี้ก่อน คือ มันอยู่ในตู้เย็นมานานมากและแข็งมาก)

 

กดยังไง ไอ้ข้าวก่อนใหญ่เจ้ากรรมไม่ยอมลง แต่ก็ยังใจเย็นอยู่ มันเป็นแค่ข้าว เม็ดเล็กๆ ไม่มีอะไรน่ากังวล ก็ไปทำนู้นทำนี่ และกลับมาเพื่อที่จะกดมันใหม่ กดๆๆๆๆ ยังไงก็เท่าเดิม ยังไงก็ไม่ลง แล้วเริ่มเห็นว่าน้ำในชักโครกไหลช้าลง

 

เอ๋ๆๆๆ หรือจะมีปัญหา ให้ผู้หญิงเก่งอย่าเราต้องจัดการอีกแล้ว

 

มองๆดู น่าจะหาอะไรมากระทุ้งให้มันแตกเป็นเม็ดเล็กๆ แค่นี้ก็หมดเรื่อง ..... แต่เอาหอยอะไรมากระทุ้งดีหละ ไม่ใช่มือชั้นแน่ๆ หรือจะเอาด้ามไม้กวาด แต่ก็นะ นั่นมันส้วมถึงจะสะอาดมาก และไม่ใช่ขี้ แต่ยังไงมันก็คือส้วมอยู่ดี (คิดเสียดายด้ามไม้กวาดขึ้นมา) เอาแปรงขัดส้วมดีกว่า ไหนๆมันก็เกิดมาคู่กับส้วมอยู่แล้ว

 

.... และแล้วความซวยรอบสองก็มาถึง เมื่อแปรงเด่วนี้มันพัฒนาแล้ว มีความโค้งมนไปตามส่วนว้าวส่วนโค้งของคอห่านซะด้วย โอ้ววว โน้วววว ข้าวเจ้ากรรม เข้าไปอุดคอห่าน แน่นและลึก กว่าเดิม

 

เอาแล้วไงตรู คราวนี้ยิ่งกดน้ำเหมือนยิ่งไปอัดให้มันแน่นขึ้นเรื่อยๆ เอาแล้วไงตรู ไปทำไรใครไว้แล้วแช่งให้ส้วมตันรึป่าวเนี่ย ความซวยบังเกิดหลายรอบเกิ้น)

 

คราวนี้ต้องพึ่ง เป็ด แล้วหล่ะ ขจัดคราบไม่เหลือซ่กใช่มั้ย พื้นห้องน้ำยังกัดซะฟองฟู่เลย เป็ดจ๋า ช่วยกิ่งหน่อยนะ

 

อัดเป็ดไปเกือบครึ่งขวด แล้วก็กดๆๆๆๆๆๆๆ อาการเริ่มดีขึ้น และก้รู้สึกว่าน้ำยังไหลช้ากว่าเดิมอยู่ดี แต่ก็เอา คิดในแง่ดี ตอนนี้กำลังจินตนาการถึงเม็ดข้าวที่ดูซับน้ำจนพอง ค่อยๆหลุดออกจากก้อนใหญ่ ไปเรื่อยๆๆๆๆๆๆๆ จนในที่สุด ส้วมก็จะโล่ง วฮ๊ากกกกๆๆๆๆๆๆๆ (หัวเราะอย่างสะใจ)

 

ก็ยังพอใช้ในการถ่ายเบาได้ไม่มีปัญหาอะไร จนตกกลางคืนอาบน้ำเสร็จ ก็จะล้างห้องน้ำ แล้วปีศาจส้มก็จะต้องเขมือบ เศษผมในห้องน้ำเหมือนทุกที ..... Ooops I did it again!!!!!  ลืมไปว่าส้วมตันอยู่ ดั้นใส่เศษผมเข้าไปอีก ถ้ามันไปพันกับก้อนข้าว แล้วติดแงะอยู่ล่ะก้อ  ....งานจะเข้ากรูอีกมั้ยนี่!!

 

 

เวลาผ่านไปหนึ่งคืน ระดับการไหลของน้ำจะยังเท่าเดิม นั้นแสดงว่าไอ่สิ่งที่อุดตันท่ออยู่ไม่ได้หลุดออกไปเลย หลังจากนั้นก็ลืมไปว่าส้วมกำลังตันอยู่ เลยปล่อยทุนไป 1 อัน  .... เอาแล้วไง มันยังกดลงอยู่ แต่น้ำเอ่อขึ้นมาเกือนเต็มโถ และไหลลงอย่าช้าๆ

 

ของเดิมยังค้างอยู่ แล้วได้ก้อนใหม่มาอุดตันอีก ทีนี้ไม่ใช่ข้าวด้วย แต่เป็น อี้  จะเกิดอะไรขึ้นมาตอนนี้แล้วมีอี้ ตีกลับขึ้นมานี่ "ดาวรับบ่ได๋เด้อ"

 

คราวนี้อาการเครียดเริ่มมาแล้ว กรูจะทำยังไงกับส้วมดี ปล่อยไว้อย่างนี้มันมีแต่ regressive คราวนี้จึงต้องไปหา professor google ว่าส้วมตัน กรูจะทำยังไง

 

และแล้ว สาวน้อยผู้เดียวดาย ก็กลายเป็น expert ด้านส้วม เรียนรู้บ่อเกรอะ physiology anatomy และ methodology ของส้วมอย่างถ่องแท้ รวมทั้งเรียนรู้อุปกรณ์ ผลิตภัณฑ์ แลธุรกิจเกี่ยวกับส้วมตันอีกมากมาย 

 

เรียนรู้ตั้งแต่การเอาโซดาไฟใส่ ใส่EM เอาหัวปั้มอัดอากาศ ให้งูดินทะลวงส้วม จนถึงกรณีที่เลวร้ายที่สุดคือการถอดส้วม

 

ตายละ!!! ผู้หญิงบอบบางอย่างชั้นต้อง ถอดส้วมมมมมมมมมมม ??? 

 

และอุปกรณ์ที่ห้อง ณ ตอนนี้ก้มีแค่เป็ดขวดเดียว ซึ่งมันไม่ได้ผล 

 

อ่านไปเรื่อยๆ เคส กรณีต่างๆที่ผู้ประสบภัยส้วมตันได้รับว่ามันเกิดจากอะไรกันบ้าง มีวิธีแก้ไขอย่างไร รวมทั้งศึกษา type of Toilet pipe barrier ด้วยว่ามีอะไรบ้าง และเค้าแก้ไขกันยังไง  เคสส่วนใหญ่ สบู่ตกลงไป กระดาษทิชชู ถุงยาง ผ้าอนามัย  เหอๆ ไม่มีใครเอาข้าวเย็นใส่ส้วมอย่างเราเลย

 

แล้วก็อ่านไปเจอในพันทิพ บอกว่าให้เอาน้ำร้อนใส่ดู เอาว่ะ เป็นทางเดียวที่น่าจะทำได้ ณ ตอนนี้ เลยต้มน้ำกระทะนึง (ไม่มีหม้อ มีแต่กระทะไฟฟ้า) กระทะแรกผ่านไป nothing ever happen!!  ไม่เวิคๆๆๆๆ เอาว่ะ ลองอีกครั้ง ครั้งนี้จะอัดแรงๆล่ะนะ ขรี๊ กระจายกันก็คราวนี้แหละ

 

ต้อมอีก ราดไปอีกหนึ่งกระทะ ราดแรงๆ และทิ้งไว้นานกว่าเดิม

 

โอวววว พระเจ้าเข้าข้างสาวน้อยอย่างเราแล้ว น้ำไหลคล่องดำเนินสะดวก ส้วมของข้าพเจ้ากลับมาเป็นปกติแล้ว ร้อง โอ้ววเยสสส ออกมาดังๆ "หนูทำได้!"

 

ดีใจอย่างกะได้ถ้วยโอลิมปิก เหอๆ ปีศาจส้วมก็กลับมาเขมือบทุกอย่างได้คล่องคออีกครั้ง

 

เรื่องราวของส้วม ความซวย และสาวน้อยที่อยู่คนเดียวก็จบลงด้วยเอวังค์ละประการฉะนี้แล ..........

การทำงานของบ่อเกรอะ

ปีศาจส้วม

งูดินทะลวงไส้

เครื่องอัดอากาศกำลังสูง

เจ็บแบบไม่มีวันจบ

posted on 10 Sep 2011 22:57 by prophese13

 
พอดีวันนี้มีสองเหตุการณ์ที่เข้ามาให้ได้รับรู้ และทำให้ได้คิดอะไรหลายๆอย่าง รวมทั้งสะเทือนและหวั่นไหวในอารมของตัวเองด้วย
 
เหอๆ อย่างที่บอกว่า ความมั่นคงทางอารมเราสูง (เนื่อจากเราไม่ค่อยคิดว่าอะไรมันจะเป็นเรื่องร้าย เรื่องใหญ่ หรือเรื่องสำคัญ) แต่เมื่อใดที่อะไรมันคลิก เราก็จะเปลี่ยนได้โดยไม่มีเหตุผลอะไรเลย
 
วันนี้เพิ่งได้ฟังคลิปเสียงของน้องพลอย ที่มาของเพลง เจ็บแต่จบของน้องพลอย เหอๆ เข้าใจความรู้สึกเค้าที่นั่งร้องไห้อยู่ในรถเลย และก็เข้าใจทุกคนด้วย
อื้ม ก็นั่งร้องไห้ไปรอบนึง คิดถึงเรื่องเก่าๆ
 
แล้วพอดีตอนบ่ายๆก็มาดูหนังอินเดียเรื่องนึง ชื่อเรื่องอะไรก็ไม่รู้ แต่เรื่องย่อๆของมันก็คือ ผู้ชายคนนึงรักผู้หญิงคนนึงมาก แต่งงานมีลูกด้วยกัน แต่ผู้หญิงประสบอุบัติเหตุทำให้แท้ง เค้าเลยรับเด็กมาเลี้ยง ได้ห้าปีแล้ว ก็มีผู้หญิงอีกคนนึงมาหา มาเล่นกับเด็กบ่อยๆ จนเค้าต้องแจ้งความให้หาตัวผู้หญิงคนนั้น
และในที่สุดก็เจอ และรู้ว่าผู้หญิงนั้นเป็นแม่จริงๆของเด็ก และคือคนที่เค้าเคยช่วยไว้บนรถไฟและมีอะไรกัน .... สรุปเด็กก็คือลูกเค้ากะผู้หญิงคนนั้น
 
อื้ม สองเรื่องนี้คนละพล๊อตกัน แต่ความรู้สึกเดียวกันคือ ไม่มีใครผิด แล้วก็ไม่รู้ว่าตรูจะต้องทำยังไง อารมประมาณหน่วง อึ้ง จุกอก อื้ม เคสน้องพลอยแกไปหาดูคงได้รู้เอง ส่วนเคสหนังอินเดีย ลองคืดนะ
 
ผู้หญิงที่เป็นเมีย จะทำยังไง พ่อแม่ลูกเค้ามาเจอกัน เค้าอยู่พร้อมหน้ากันทั้งครอบครัว จะทิ้งไปก็เพิ่งรู้ความจริงว่าลูกที่ตัวเองรักมากมาตลอดห้าปีไม่ใช่ลูกตัวเอง เหอๆ รู้สึกเหมือนใจสลายเลย
 
ผู้ชาย คนนึงเป็นผู้หญิงที่รักและแต่งงานสร้างครอบครัวด้วย อีกคนนึงเป็นแม่ของลูกตัวเอง เป็นผู้หญิงที่ทำให้ชีวิตเค้าทั้งชีวิตพังตลอดเวลาห้าที่ที่เค้าต้องทนทุกข์ ก็อยากทำดีอยากแบ่งเบาความทุกข์ที่เกิดขึ้นกับผู้หญิงคนนั้นมาฝ่ายเดียวบ้าง
 
ผู้หญิงอีกคน ความผิดพลาด ความเผลอใจแค่ครั้งเดียว ทำให้ไม่ได้เรียนต่อ ไม่ได้แต่งงาน ต้องพลัดพลากจากลูก และมาถึงวันที่ตามหาจนเจอ ก็เป็นวันที่เค้ามีครอบครัวใหม่อย่างมีความสุข
 
เหอๆ เศร้า สะเทือนใจอย่างบอกไม่ถูก ไม่มีใครผิด ทุกคนพยายามอย่างดีที่สุด ถ้าเป็นเมื่อก่อนเราคงคิดว่าเรื่องแบบนี้มีแต่ในหนัง ในละคร
แต่หลังจากได้ดูรายการวันนี้ที่รอคอย และรู้จักสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคนมากขึ้น เหอๆ เราคิดว่าเหตุการณ์แบบนี้มีจิงๆ และเคยเกิดขึ้นมาแล้วมากมายด้วย
อย่างเคสขอน้องพลอยก็เหมือนกัน
 
บอกไม่ถูก ตอนนี้เริ่มให้คำนิยามอีกอย่างของความรักแล้วว่า only 2  เหอๆ คือต้องสองเท่านั้น คนเดียวก็ไม่มีรัก มากกว่านั้นก็มีแต่เจ็บ ในหนังในละครมันจบ
แต่ในชีวิตจริงอาจเจ็บแบบไม่มีวันจบก็ได้

ผีอำ

posted on 03 Sep 2011 11:36 by prophese13

 

 

เป็นประสบการณ์ที่หาคำอธิบายไม่ได้อย่างหนึ่ง และก็เป็นความเชื่อส่วนบุคคลมากๆ ประมาณว่าใครไม่เจอด้วยตัวเอง อาจจะไม่ค่อยเชื่อนะ

 

ที่จิงก็ไม่ค่อยอยากเรียกว่าผีอำมากนัก  เพราะมันฟังดูแล้วจะเหมือนกับอาการหลับ ฝันครึ่งหลับครึ่งตื่น เส้นยึด ขยับแขนขาไม้ได้ แล้วรู้สึกผวากลายเป็นเรื่องที่น่ากลัวไป

 

พจนานุกรม ได้นิยามคำว่า ผีอำไว้ว่า ก. อาการที่ปรากฏเมื่อเวลานอนเคลิ้มไปว่ามีคนปลุกปลํ้า หรือยึดให้มีอาการเหนื่อยหอบจนตื่นขึ้น ในภาษาอังกฤษใช้คำว่า incubus แต่สำหรับเรา ขอเรียกเหตุการณ์ ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นแบบนี้ว่า ภาวะคุกคามและไม่เป็นมิตร

 

ถ้าใครชอบดูรายการผี อ่านหรือฟังเรื่องรามเกียวกับผีๆ หรือประสบการณ์ตรงจากตัวเอง เคยสงสัยบ้างมั้ยว่า รู้แบบของการเจอผีมันจะคล้ายๆกัน คือ เสียงนู้นนี่หล่น ห้องน้ำ บานประตู เสียงต่างๆ หรือจะมาปรากฏเป็นเงา เป็นตัวๆ แว๊บๆ หรือในภาพถ่ายบ้าง คลิปบ้าง  และอาการของการอำหรือที่เรามักรู้กัว่านั่งทับ นอนทับ กดทับ กดแขนกดขา 

 

จากตำราในหลายเค้าก้พยายามอธิบายว่า การมาปรากฎหรือสร้างภัยคุกคามให้เรากลัวในรูปแบบในรูปแบบนึง (อันนี้ไม่รวมการเข้าฝันนะ เพราะมันแปรผลยากอย่างมีนัยสำคัญ สมองเราอาจสร้างเรื่องราว เชื่อมโยงความสัมพันธ์เอาเองได้) จะมาเพื่อจุดประสงค์ที่แตกต่างกัน เบสิคเลยคือ

1. การมาขอส่วนบุญ

2.ถัดมาสำหรับคนที่เดินทางบ่อยมักเจอคือ เจ้าที่แรงต้องแย่งซีน (ผีมักชอบคนที่มาใหม่ อืม หรือบางที่คนที่มีบ้านมีผีอยู่แล้วอาจรู้วิธีที่จะอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข) ในรูปแบบนี้อาจจะไม่เป็นมิตรมากเท่าไหร่ ประมาณว่าเรมานอนมาอยู่ในที่ของเค้า ก็หลอกหลอนเราซักเลย

3. ผีที่ตามตัวเราเอง หรือเป็นเจ้ากรรมนายเวร ผีพวกนี้อยู่กับตัวเราอยู่แล้ว รอวัน รอเวลาที่จะแก้แค้น ส่วนรูปแบบการแก้แค้นนั้นไม่แน่ใจว่าการมาอำ นี่เข้าข่ายรึป่าว เพราะว่าการคุกคามแบบนี้น่าจะเป็นขาจรมากกว่า ..... และก็มีคำอธิบายนึงสำหรับเจ้ากรรมนายเวร บางคนสงสัยว่าเราอยู่ที่นึงมีชีวิตสุขสบายดี แต่ทำไม่เราย้ายที่แล้วทำไมถึงเจอแต่เรื่องไม่ดี นั่นเป็นเพราะว่าบางทีวาระของกรรม มันจะเป็นตัวนำเป็นตัวชักพาให้เราไปพบไปเจอกับเจ้ากรรมนายเวรที่ยังไม่ได้เจอ (หมายถึงทั้งที่เป็นคนและไม่ใช่คนนะ)

4. เป็นเรื่องของ ลมเพลมพัด ที่ทำให้เราต้องมาอยู่ผิดที่ผิดทาง และก็อาจเจอเรื่องไม่ดี หรือมีภัยคุกคามในรูปแบบต่างๆได้

 

การเจอเรื่องลี้ลับลึกลับ หลายคนอาจจะไม่เชื่อ เห็นว่ามันเป็นเรื่องเหลวไหล แต่พนันได้เลยว่า ไม่มีใครไม่เคยเจอ หรือไม่เคยรู้สึกแปลกใจกับเหตุการณ์บางสิ่งบางอย่าง อย่าว่าแต่คนไทยเลยที่มีความเชื่อแบบนี้ ฝรั่งเองที่ไม่ได้มีความความเชื่อรเองผี ยังโดนผีอำ ยังมีเหตุการณ์ผีหลอกวิญญาณหลอนได้เหมือนกัน อันนี้ไม่ได้บังคับใครให้เชื่อ แต่เราของโหวตและบอกว่า เรื่องลึกหลับ สิ่งเหนือธรรมชาติ ความแต่กต่างของมิติในโลกนี้มีจริง

 

จากที่เขียนเล่าเรื่องราวประสบการณ์ของสิ่งเหนืออำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ไปบ้างแล้วในซีรีส์”ในมื่อผีมีจริง”  วันนี้ก็ขอเล่าข้อมูลของสิ่งที่เรียกว่าผีอำ ที่ได้เจอมากับตัวเอง ชัดเจน ไม่ได้ฝัน ไม่ได้ละเมอ และไม่ได้เส้นยึดให้ฟังกันบ้าง

 

เริ่มจากเรื่องแรก เมื่อประมาณ 7-8 ปีก่อน สมัยเรียนปีหนึ่งอยู่ที่ ศาลายา (ตอนนั้นยังไม่ค่อยเชื่อว่าผีมีจิงเท่าไหร่นัก บวกกับคิดว่าเด้กบ้านนอกธรรมดา unknown people คนธรรมดาอย่างเรา คงไม่ได้เจอผีหรอก เหอๆ คิดว่าขนาดผียังไม่ให้ความสำคัญ) ก็เลยท้าทายและไม่คิดว่าผีจะมีจิง จนเมื่อมีเมทซึ่งเรียนพยาบาล ได้เรียนวิชาอนาโตมี ที่ต้องเรียนกะอาจารย์ใหญ่ ก็โดดเรียนวิชา music appliciation ของตัวเองเพื่อที่จะไปดูอาจารย์ใหญ่ด้วย

 

เด็กพยาบาลเค้าเข้าไปก็ยกมือไหว้ ให้ความเคารพอาจารย์ใหญ่ บางคนก็เอาพวงมาลัยไปไหว้ แต่เราก็ไปก็เดินอาดๆ ไม่คิดว่าเป็นศพหรืออะไร คิดว่าเป็นแค่สื่อการเรียนการสอนอย่างหนึ่ง ถามกลิ่นฟอร์มาลีน และสภาพของร่างก็ทำให้เอาเกิดอาการรังเกียจ เดินๆไป ก็รีบๆดูเร็วๆ ว่าเป็นยังไงมีอะไรบ้าง และก็พูดด้วยน้ำเสียงเซ็งๆ ออกมาดังๆว่า “เฮ้ออออ ไม่เห็นมีไรเลย” แล้วก็บอกลาเพื่อน กลับมานั่งเรียนวิชาของตัวเอง

 

ตอนนั้น ไม่คิดไร ไม่รู้สึกไร จนกลับมานอนคืนนั้น ฝันว่าว่าเห็นผู้หญิงยืนอยู่ที่เตียง และเห็นป้ายชื่อที่เตียงแล้วก็สะดุ้งตื่นขึ้นมา ในทางที่นอนหงาย มือนึงวางอยู่ที่ท้อง และก็รู้สึกว่ามืออะไรพาดอยู่ที่คอ ก็นึกว่าเป็นผ้าห่ม รู้สึกอึดอัด ก็พยายามจะเอาผ้าห่มออก ก็รู้สึกว่าเป็นแขนมาพาดอยู่ ก็เลยดึงออกมา แล้วก็รู้สึกว่า มือตัวเองอีกข้างนึงยังอยู๋ที่ข้างตัว ..... แล้วไอ่แขนที่พาดอยู่ที่คอเมื่อกี่มันแขนใคร?????  เลยลุกพรวดจากเตียงสองชั้น กระโดดเพียงก้าวเดียวถึงชั้นล่าง แล้วรีบเปิดไป และก็ไปนอนเบียดกับเมทอยู่เป็นอาทิตย์โดยที่ไม่กล้าไปนอนเตียงตัวเอง

 

ตอนเช้าก็เลยบอกเพื่อน แล้วก็ถามว่าอาจารย์ใหญ่เพียงที่เพื่อนเรียนเป็นผู้หญิงมั้ยเค้าก็บอกว่าใช่  ก็กล่าวขอขมาเค้า และก็เจอเหตุการณ์อย่างนั้นเพียงครั้งเดียว

 

 

 

เรื่องแรกผ่านไป เค้าคงไม่อะไรมาก แค่อยากจะมาเตือน มาสั่งสอนไอ่เด็กคะนองคนนึง ให้รู้จักมีสัมมาคารวะบ้าง เรื่องนี้สองนี่ก็ เป็นการเตือนการทักทาย ฉันมิตร(มั้ง) อื้ม แต่เรื่องนี้มันจะเกี่ยวกันกับอีกหลายเรื่อง เกี่ยวกับสิ่งแย่ๆในชีวิตเราอีกหลายอย่างด้วย  อาจจะเข้าข่ายของวาระกรรม ที่นำให้ได้มาพบมาเจอพอดี  แต่อย่างที่บอกว่าเรื่องมันยาว ขอเล่าจะเรื่องของ ผีอำ อย่างเดียวก่อนล่ะกัน

 

เรื่องนี้เกิดขึ้นประมาณ 4 ปีกว่ามาแล้ว ช่วงงานกาชาดของปี 2550 ก็ได้ไปเที่ยวงานกาชาดกะเพื่อนคนนึงจนกลับมาดึกดื่นเที่ยงคืน ก็เลยนอนค้างคืนที่ห้องเพื่อนคนนั้น ซึ่งเพื่อนมันก้เล่าให้ฟังอยู่ว่าที่ห้องของมันมักมีเรื่องอะไรแปลกๆ เหอๆ บอกแล้วว่าตอนนั้นก็ยังไม่ค่อยเชื่อ ไม่ค่อยคิดว่าผีจะมีจริง หรือคนอย่างเราจะโดนผีหลอก ก็ไม่ได้อะไร ไม่ได้คิดไรเหมือนเดิม และอีกอย่างก็เคยไปนอนหลายครั้งแล้วก็ไม่เคยเจออะไร

 

ห้องเพื่อนห้องนี้มันอยู่กันสามคน มีสองคนนอนบนเตียง อีกคนนึงปูฟูกนอนข้างล่าง ปกติถ้าไปนอนก็จะนอนข้างล่างกับคนที่ปูฟูกนอน ก็นอนหลับสบายดี แต่พอดีวันนั้น เมทคนนึงที่นอนบนเตียงไม่อยู่ เราเลยขึ้นไปนอนบนเตียงแทน และก็แปลกมาก ที่คืนนั้นทั้งคืนนอนไม่หลับเลย ทั้งที่ไปเดินช๊อปมาทั้งคืนเหนื่อยมาก  

 

ก็นอนพลิกไปพลิกมาจนถึงราวตีห้า เพื่อนคนที่นอนข้างล่างต้องลุกไปทธุระตั้งแต่เช้า พอเพื่อนมันลุกไปอาบน้ำเราเลยลงมานอนข้างล่างแทน ก็ลงมานอนยังไม่ทันหลับ ได้ยินเสียงว่าเพื่อนออกจากห้องไป ซักพัก ก็ได้ยินเสียงผู้หญิงหัวเราะอยู่ข้างหู หัวเราะเสียงแหลม น้ำสียงประมาณว่าสะใจ เยาะเย้ย แล้วตัวเราก็ขยับไม่ได้ ตกใจกลัวมาก ก็พยายามดิ้น สวดมนต์นู้นนี้นั้นเท่านี่นึกออก แล้วก็พยายามคุยกับเค้าให้ปล่อยๆ จำได้ว่าพยายามดิ้นนานมาก แล้วในที่สุดก็หลุด แล้วก็ลุกขึ้นมานั่ง

 

ตอนนั้นเป็นเวลาหกโมงเช้า ฟ้าเริ่มสว่างเล็กน้อย เพื่อนที่ยังนอนอยู่บนเตียงก็ยังไม่ตื่น จะกลับหอก็กลับไม่ได้ จะนอนต่อก็ไม่กล้า ก็เลยเดินไปเดินมา อยู่พักนึง พอเริ่มมีแสงบ้างเลยตัดสินใจนอนอีกครั้ง เพราะง่วงมาก ไม่ได้นอนมาทั้งคืน กลัวก็กลัวแต่ก็ง่วง ทีนี้ก่อนนอนเลยพูดในใจบอกเค้าว่า ไม่ได้มีเจตนาไม่ได้ มาดี แค่มาขอนอน เด่วพอเช้าก็จะกลับแล้ว ทันทีที่พูดเสร็จหลับตานอน ก็หลับสนิทไปทันที แล้วก็ฝันเห็น ผู้หญิงสวย ผมยาว (หน้าคล้ายๆกับเพื่อนคนที่ออกไปเมื่อตอนเช้ามาก) ฝันว่านอนอยู่ แล้วเค้าก้มหน้ามาคุย เห็นแต่หน้าเค้าไม่เห็นตัว และหน้าเค้ากับหน้าเราห่างกันแค่คืบกว่าๆ  เค้ามาแบบสวยและยิ้มแย้ม ถามว่ามานอนเป็นไงบ้าง สะดวกสะบายดีมั้ย กางเกงเลยที่ในนอนโอเคมั้ย ถามประมาณเจ้าบ้านถามสารทุกข์สุขดิบของแขก เราก็ตอบไปว่าโอเค สะดวกสบายดี  เรากินง่ายอยู่ง่าย คุยกันพักนึง เราก็บอกเค้าว่า เช้าแล้วเราจะกลับแล้ว พอพูดเสร็จปั๊บก็ลืมตาตื่นขึ้นมาทั้นที แล้วก็เห็นว่าเพื่อนมันตื่นแล้ว อาบน้ำสร็จแล้วกำกลังเดินไปเดินมาอยู่ในห้อง

 

 

อื้ม ทีนี้ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อแล้วหละ ว่า ผีมีจริง เจอมาจะๆ เจอมากับตัว ทั้งเสียง สัมผัส แถมได้เห็นหน้าได้คุยกันอีกต่างหาก อื้ม แต่ก็ดีที่สุดท้ายก็เข้าใจกันได้ คุยกันด้วยมิตรไมตรี (แต่ไม่รู้เค้าติดใจอะไรกับเรา หรือสื่ออะไรกับเราได้รึป่าว ยังมีเหตุการณ์ที่ตามมาอีกเยอะเลย)

 

 

 

มาถึงเรื่องสุดท้าย แต่มีสองครั้ง ในระยะเวลาสองเดือน ณ ที่แห่งเดียวกัน ไม่แน่ใจว่าเกิดจากการกระทำของผีตนเดียวกันหรือป่าว แต่อย่างแรกต้องบอกก่อนเลยว่า เราไม่ค่อยหรือแทบไม่เคยสวดมนต์ก่อนนอนมาก่อนเลย ที่จริงมาจากสองสาเหตุหลักที่สำคัญพอๆกันคือ ความขี้เกียจ ม่ใส่ใจ ไม่ให้ความสำคัญ เนื่องจากไม่เชื่อว่าผีมีจริง กับพอสวดมนต์ แผ่เมตตาทีไรมักจะนอนไม่หลับ กระสับกระส่าย เหมือนมีอะไรมาวุ่นวาย ก่อกวนอยู่ตลอดเวลา หรือไม่เวลากหลับก็จะฝันร้าย ผวาตื่น หรือรู้สึกไม่ดีเสมอ จึงไม่ค่อยสวดมนต์ไหว้พระก่อนนอนเหมือนอย่างชาวบ้านเค้า

 

แต่เนื่องด้วยต้องมาทำงานต่างถิ่นและอยู่คนเดียว และช่วงหลังมานี่เริ่มเชื่อในเรื่องลี้ลับทางวิญญาณมากขึ้น การสวดมนต์ สร้างบารมีและแผ่เมตตาก็ถือเป็นเรื่องที่สร้างกำลังใจ ให้ความสบายใจได้อย่างนึงว่าเราจะอยู่รอดปลอดภัยในต่างถิ่นนี้คนเดียวได้ ก็เลยเริ่มสวดมนต์ตั้งแต่วันแรกที่มาอยู่

 

อยู่ๆไปก็ไม่มีไรเกิดขึ้น เหอๆ ไอ่กิ่งเริ่มขี้เกียจเหมือนเดิม ประกอบกับเหนื่อยมากแต่ละวัน หัวถึงหมอนก็หลับสนิทศิษญ์ส่ายหน้ากันเลยที่เดียว ก็สวดบ้างไม่สวดบ้าง จนไม่ได้สวดมาหลายวัน จนวันนั้น เป็นอะไรไม่รู้ปกติ 4-5 ทุ่มก็หลับแล้ว แต่วันนั้นนอนไม่หลับเลย รู้สึกร้อนๆกระวนกระวายแปลกๆ ก็เลยนอนดูทีวีคุยกะเพื่อนไป แล้วก็ถามเพื่อนว่าพรุ่งนี้วันหยุดจะไปไหน เพื่อนบอกว่าวันพระจะไปทำบุญ ก็ไม่ได้คิดอะไร ที่จริงก็อยากทำแต่มาอยู่นี้เดินทางไม่สะดวกก็ไม่รู้จะไปยังไง พอวางสายจากเพื่อนประมาณตี 3  ก็คิดว่าจะเริ่มนอนละ (แต่ยังเปิดไปเปิดทีวีอยู่)

 

ยังไม่ทันหลับ ก็ได้ยินเสียงอู้อี้ๆอยู่ข้างหู ก็เริ่มพลิกตัว ส่ายหัว เราเป็นอะไร นอนดึกแล้วหูอื้อ หรืออะไร หรือกำลังโดยมนุษย์ต่างดาวลักพาตัว ระหว่างที่พลิกตัวและพยายามลืมตาดูว่ามันเกิดอะไรขึ้น ก็เห็นเงาสีดำยืนอยู่ข้างเตียงกระโดดพาดลงกลางตัว อืม ทีนี้รู้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้น process หลังจากนั้นก็เหมือนเดิม สวดมนต์ แผ่เมตตา บอกให้ออก รอบนี้ดิ้นมาก โกธรมา ถึงขั้นตะโกนเป็นภาษาอังกฤษว่า leave me alone, get out of my room และที่แน่ใจมากว่าไม่ได้ฝันไปคือ ทีวียังเปิดยังได้ยินเสียงหนังที่กำลังเล่น ทุกบททุกตอน

 

หลังจากเหตุการณ์คืนนั้น ก็สวดมนต์ชุดใหญ่มาตลอด จนนานๆเข้า งานเข้าเยอะๆ ก็เริ่มลดบางบทที่มันยาวๆออก แต่ก็ยังสวดชินบัญชรและแผ่เมตตาตาตลอด จนเมื่อวันก่อน ตากแดดตากแอร์มาทั้งวันเลยทำให้ปวดหัว กินยาไป ก็เหนื่อยๆ ก็เลยนอนเลย แต่ก็กราบหมอนสามที โดยที่ไม่ได้สวดต์มนต์ใดๆ นอนประมาณเที่ยงคืน ราวตีสองก็รู้สึกตัว ว่าทำไมที่นอนที่มันอยู่หัวนอนยุบไปสองที (เราเป็นคนตื่นง่าย ใครพลิกตัว หรืออะไรก็จะตื่น) อืม ที่นอนยุบ ถ้าคิดในทางสร้างสรรหน่อย ใครเลี้ยงหมา นอนหมาอาจขึ้นมานอนบนหัวเรา  หรือนอนๆอยู่อยู่นี้ อาจจะมีหนูขึ้นมาบนที่นอน แต่ในระหว่างที่รู้สึกว่าที่นอนยุบ ยังสงสัยวามันเกิดอะไรขึ้น คำตอบมันก็ตามมาทันที

 

อันนี้มองไม่เห็นนะ แต่ความรู้สึกคือ มีมวล มีพลังงานอยู่ด้านหัวนอน แล้วส่งผ่านข้ามหัวเรามาจับแขนสองข้างเราไว้ จินตนาการว่าถ้าเราเป็นคนตาบอด เป็นเวลากลางวัน อยู่ด้วยกันหลายคน เราคงคิดว่ามีใครมานั่งที่หัวนอนแล้วเอามือมากดแขนเราไว้

 

อื้ม ที่นี้ก้ไม่ต้องสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น เอาอีกแล้วกรู โดนอีกแล้ว ไม่ได้สวดมนต์แค่วันเดียว มาทันทีทันควันเลย สิ่งแรกที่บอกคือ อย่าเบียนเบียนอย่ามีเวรมีกรรมซึ่งกันและกันเลย ก็ไม่ยอมปล่อย อย่างที่สองคือ นึกถึงพระพุทธองค์ด้วยการสวดอิติปิโส ก็ไม่ยอมปล่อยอีก สุดท้ายก็มาที่บนสวดชินบัญชร ชินบัญชร มาจากคำว่า ชิน ซึ่งแปลว่า ผู้ชนะ อันหมายถึงพระชินเจ้าหรือพระพุทธเจ้า และคำว่า บัญชร ซึ่งแปลว่า กรง ลูกกรง ซี่กรง รวมกันเป็นชินบัญชร ซึ่งเป็นประดุจแผงเหล็กหรือเกราะเพชรที่แข็งแรง สามารถปกป้องคุ้มกันอุบัติภัย อันตรายและศัตรูหมู่มารทั้งปวงได้  ถ้าใครดูหนังเรื่องแฮรรี่ ก็ประมาณ “เอกเปกโตร ปาโตรนุม”  หรือคาถาผู้พิทักษ์ เป็นคาถาแห่งการป้องกัน (การสวดก่อนนอนทุกวันทำให้เราจำได้ไปเองโดยอัตโนมัติ)  อืม คราวนี้ไม่ดิ้น ไม่พยายาม นอนสวดนิ่งๆไป (เพราะวันนี้ไม่สบาย เหนื่อยมาก) ในที่สุดก็รู้สึกว่าสิ่งที่มากดแขนเราอยู่ค่อยๆแคลายทีละแขน และในที่สุดก็ลุกขึ้นมานั่ง แล้วก็เล่นเฟสบุค เล่นเกม ไม่กล้านอนทั้งคืนจนถึง ตีสี่กว่าจึงนอนอีกครั้ง

 

อื้ม สองครั้งในที่เดียวกันเวลาห่างกันไม่ถึงเดือน แถมเกิดขึ้นในวันที่ไม่ได้สวดมนต์ใดๆ ไม่รู้จะตีความหมายว่ายังไง เค้าอยากได้ส่วนบุญวันไหนเราไม่ได้แผ่ให้เราเลยมาทำให้เรากลัว มาทำร้าย มาคุกคามเรา หรืออีกอย่างคือ เค้าเราเวลาที่จะทำร้ายจะคุกคามเราอยู่แล้ว แต่ตราบใดที่เรายังสวดมนต์ กำหนดจิตชินบัญชร ไปรอบๆตัว รอบๆห้อง เค้าเลยยังทำไรเราไม่ได้ 

ที่แปลกกว่านั้นคือ เพิ่งจะมาเป็นที่นี่ ทั้งที่หอนี้เป็นหอใหม่สดๆร้อนๆไม่เคยมีประวัติอะไร และที่แปลกกว่านั้น คือตลอดเวลาสองเดือนกว่าที่มาอยู่ที่นี่ ทุกครั้งที่เราเริ่มสวดมนต์จะได้ยินเสียงคนเดินและมาเปิดประตูห้องไหนซักห้องตลอด ทั้งที่เรานอนไม่เป็นเวลา ตั้งแค่สองสามทุ่ม จนบางทีก็ดีสองตีสาม เป็นแบบนี้ทุกวันจนเริ่มแปลกใจว่าทำไมมันต้องกลับตรงเวลาที่เราสวดมนต์ทุกครั้ง แต่ก็ไม่เคยออกไปดูเลย (กลัวออกไปดูแล้วไม่เจอคน เหอๆ)

 

เรื่องราวของการถูกผีอำ สองครั้งแรกมีบทสรุปและคำตอบในตัวของมัน แต่สองครั้งสุดท้ายที่ไม่รู้ว่า what do u want? เราต่างคนต่างอยู่ เกื้อกูลกัน อย่าเบียดเบียนกันได้มั้ย มีอะไรก็คุยกันตรงๆ แต่อย่ามาปรากฎให้เห็น อย่าทำร้าย อย่าคุกคาม เข้าฝันมาดีๆ หรือสื่อมาทางคนอื่นที่รับร็ได้ให้เข้าใจตรงกัน ขอให้อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ถ้าทำอะไรไม่ดีหรือผิดพลาดไปก็ขออภัย ขอขมามา ณ ที่นี้ด้วย

แรงกรรมสำคัญกว่าแรงคน

posted on 17 Aug 2011 22:05 by prophese13

เคยเชื่อกันหรือไม่ว่า คนเราเดินทางไปตามกรรม กรรมกำเนิด กรรมลิขิต และกรรมสัมพันธ์ ทุกสิ่งที่เข้ามาในชีวิต ใครทุกคนที่เข้ามาในชีวิต ทั้งดีและไม่ดี ล้วนเป็นกรรมของเราทั้งสิ้นที่ต้องพบต้องเจอ

 

แล้วเคยคิดกันไหมว่า เราถูกทำให้เกิดมา ถูกชะตาฟ้าลิขิตชีวิตให้ต้องพบเจอกับอะไรบ้างและเป็นไปในทิศทางใด

 

หลายคนเชื่อมั่นในกรรม ก้มหน้าก้มตารับกรรม ยอมจำนนต่อฟ้าดิน ที่ได้ลิขิตชีวิตของตัวเองมาแล้วให้เป็นไปในรูปแบบนี้

 

หลายคนก็เชื่อว่าชีวิตของเราเราเลือกเอง เราลิขิตเอง เราสร้างเองได้ แล้วก็มีอีกหลายชีวิตที่คิดแบบนั้น แต่ก็เหมือนจะพยายามทำอะไรเท่าไหร่มันก็ไม่เป็นตามอย่างที่ตัวเองอยากจะเป็นอยากจะลิขิตขึ้นซักที

 

คำถามมันคือ ทำไม อะไรคือเรื่องจริง ในเมื่อกรรมก็คือการกระทำ ถ้าเราทำแต่สิ่งที่ดี สิ่งที่ถูกที่ควร แล้วทำไมเราถึงไม่เคยได้สิ่งนั้นตอบแทนกลับมาอย่าที่เราอยากจะลิขิตชีวิตของตัวเอง

 

ในโลกยุคสมัยใหม่ ที่เห็นผลของการกระทำต่างๆ ออกมาเป็นตัวเงิน ทุกสิ่งทุกอย่างวัดกันด้วยตัวเงินและมูลค่า มองไม่เห็นว่าผลของกรรมได้เป็นตัวชี้นำทางของชีวิตในทุกอย่างก้าว

 

มีตัวอย่างเคสนึงอยากมาเล่า เพราะเป็นเพื่อนรัก เพื่อนที่สนิทกันมากคนนึง

 

โดยความเชื่อว่า ถ้าผู้ชายเจ้าชู้ ทำให้ผู้หญิงเสียใจมามาก กรรมนั้นจะไปตกอยู่ที่ลูกสาว และอย่างที่เห็นว่า พ่อคนไหนที่เจ้าชู้มากๆๆ จะหวงลูกสาวมากกกกกกกกกกกกกกกกๆ ด้วย และอย่างที่ผูชายเจ้าชู้ทั่วไปพูดกันคือ กลัวกลับจะไปตกอยู่ที่ลูกของตัวเอง เพราะไม่มีอะไรทำให้พ่อแม่คนไหนเสียใจและเจ็บปวดด้มากเท่ากับการที่ลูกของตัวเองถูกย้ำยี ในสิ่งที่ตัวเองเคยทำกับคนอื่นมาไว้เหมือนกัน

 

หลายคนคิดว่าถ้าเราทำตัวดี ทำแต่สิ่งที่ดี เราก็จะได้แต่สิ่งที่ดีๆ ลูกสาวที่ถูกพ่อดูแลพ่อหวง พ่อเฝ้นระวังทุกอย่างเพื่อที่จะได้เจอกับผู้ชายดี ไม่เจอคนอย่างที่ตนเคยทำกับผูหญิงอื่น ถึงจะระวัง จะหวง จะห่วงยังไง สุดท้ายวนเวียนของผลของกรรมก็ตามมาถึงอยู่ดี

 

ผู้ชายคนที่มาเพื่อตอบแทนเวรกรรมที่ตนได้ก่อ วินาทีนั้น ลูกสาวแสนดีเคยอยู่แต่ในโอวาท หลงผู้ชายหัวปักหัวปำ ใครหน้าไหนเตือนก็ไม่ฟัง และสุดท้ายตัวเองก็โดนเหมือนที่พ่อของตัวเองไปทำกับผู้หญิงคนอื่นไว้คนแล้วคนเล่า

 

เรื่องที่เล่ามาเป็นเรื่องจริง จากคนใกล้ตัว อะไรเป็นปัจจัยที่ทำให้ใครซักคนนึงเจอแต่คนที่มาหลอกมาลวง กรรมที่พ่อตัวเองเคยทำ พฤติกรรมฝังใจตั้งแต่เด็กที่เห็นพ่อทำ ที่หล่อหลอมเค้าให้เป็นคนที่จะต้องชักนำให้ไปเจอแต่คนแบบนั้น

 

และถึงพ่อแม่ เพื่อน หรือใครต่อใครจะพยายามถึงออกมามากเท่าไหร่ แต่ก็ดูเหมือนว่า แรงกรรมสำคัญกว่าแรงคน