จากที่เป็นความโชคร้ายของนักศึกษา ที่มาเจออาจารย์แปลกๆอย่างอาจารย์กิ่ง ที่ไม่มีรูปแบบการสอนที่แน่นอนตายตัว จับไม่ได้ไล่ไม่ทัน ทุกสิ่งทุกอย่างในชั้นเรียน ขึ้นอยู่กับอารมย์และความคิดแปลกๆของอาจารย์ ภายใต้กฎ กติกา มารยาท ตามที่ อิบายรายวิชากำหนดไว้เท่านั้น

เทอมนี้กิ่งต้องรับผิดชอบสอน 2 วิชา ซึ่งเป็นวิชาที่หนักมาก แต่ในแง่ของการสอนเริ่มลงตัวมากขึ้นกว่า ภาคการศึกษาที่แล้ว ที่กิ่งมัวแต่พยายามอัด ไอ่เนื้อหาทั้งหมดที่อยู่ในหนังสือให้นักศึกษาเพียงอย่างเดียว

เมื่อเทอมนี้กิ่งต้องร่างหลักสูตร เขียนแผนการสอน ประมาวการสอน และทำ mild mapping เอง มันทำให้กิ่งรู้ว่า นอกเนื้อจากอัดพวกความรู้ที่มีอยู่แล้ว จะต้องสร้างเสริมและพัฒนาอย่างอื่นให้เด็กไปพร้อมๆกันไปด้วย และเรื่องของความซื่อสัตย์ ตรงต่อเวลา ความรับผิดชอบ และการแสดงความคิดเห็นก็ได้ถูกฝึกไปบ้างแล้วตามแบบแผน ที่ดิ่งคิดของกิ่งเอง

วันนี้จึงมาถึงเรื่องการมีส่วนร่วมและการสืบค้นข้อมูลกันบ้าง และแน่นอนว่า เมื่อคนอย่างอาจารย์กิ่งลงมือเองแล้ว การจะสั่งให้ไปสืบค้นข้อมูลเฉยๆ มันก็อยู่จะธรรมดาไป ..... ได้เวลาแกล้งเด็กอีกแล้ว หุหุ

กระบวนการเริ่มจาก แบ่งหัวข้อกฎหมายให้แต่ละคนไปหามา และสรุปสาระสำคัญของกฎหมายนั้นออกมาและออกมารายงานหน้าชั้นให้เพื่อนฟัง โดยที่แต่ละหัวข้อที่ได้ไปคนรายงานต้องเป็นคนที่รู้เรื่องดีที่สุด

เด็กน้อยก็ทำกันมาอย่างดี ออกมาอ่านให้เพื่อนฟัง อาจารย์กิ่งก็ให้ถามเพื่อนรายงาน โดยเอาคะแนนมาล่อ  และสรุปสาระสำคัญของกฎหมายนั้นๆให้ฟังอีกครั้ง และก็ถามย้ำเสมอว่ามีตรงไหนที่ไม่เข้าใจ (สไตล์ ทำไมๆๆๆๆ อย่างที่กิ่งชอบถาม)

ไอ่เด็กหอยหลอด!! ไอ่คนที่ฟัง นั่งหน้าตาใส ก็ฟังจิงจดจิง ตอบทุกคำถาม ไอ่คนที่หลุดออกไปดาวอังคารนี่มันก็ไปจริงๆ  แล้วด้วยความเชื่อของอาจารย์กิ่งที่ว่า ไอ่พวกที่ตอบ ที่นั่งหน้านี่ ตอนเรียน ตอนทำงาน มันก็เอาตัวรอดได้เสมอ แต่ไอ่พวกแบลงค์ๆนี่ เป็นหน้าที่ของกิ่ง ที่จะดึงมันออกมาจากความอวิชาทั้งหลาย (ด้วยเหตุนี้กิ่งจะไม่ค่อยสนใจไอ่พวกเก่ง พวกประจบมากนัก กิ่งจะเข้าหาพวกที่หนีกิ่งมากกว่า เหอๆ)

วิธีจัดการกับเด็กพวกนี้คือ เมื่อเพื่อนรายงานเสร็จหมด “นักศึกษาทุกคน หยิบสมุดขึ้นมา สอบค่ะ”  ไอ่พวกหอยหลอดเงียบๆ เสียงดังโวยวายขึ้นมาซะงั้น (ทีชั้นเขี้ยวเข็ญให้แกตอบ แกเงียบมาก ทีนี้เสียงดังขึ้นมาเลยนะ) อื้ม โวยวายไปก็เท่านั้น คำพูดของอาจารย์กิ่งคือ คำชี้ขาด ชั้นบอกให้เธอสอบ เธอก็ต้องสอบ ... เขียนทุกอย่างที่ได้ฟังเพื่อนรายงาน และที่อาจารย์พยายามเน้นย้ำไปในวันนี้ จำอะไรได้เท่าไหร่เขียนมาให้หมด

จากเสียงโวยวาย กลายเป็นความเงียบงัน แต่ละคนพยายามขุดเอาอะไรที่วิ่งผ่านหัวในวันี้ไปออกมาเขียน เพื่อให้ได้คะแนน เหอๆ ให้เวลา 15 นาที ยังมาโวยวายอีกว่าน้อยไป เขียนไม่ทัน เครียดกันใหญ่ แล้วกิ่งก็ไปเขียนไว้บนกระดานว่า คะแนนวันนี้มี 10 คะแนน แบ่งเป็น การให้ความสนใจในนชั้นเรียน 5 คะแนน และการรู้จักการสืบค้นข้อมูลอีก 5 คะแนน

เวลาผ่านไปดูปฎิกิริยาของนักศึกษา ไม่มีใครสนใจที่กิ่งเขียน ตั้งหน้าตั้งตาเค้าความรู้ที่ไม่สนใจฟัง สนใจจดมาทำข้อสอบกันใหญ่ แล้วกิ่งก็บอกว่าอีกห้านาที เอาสมุดมาส่งที่โต๊ะ และไปได้ เสียงดังโวยวายตามมาอีกรอบ บอก “อาจารย์ขาหนูยังทำไม่ถึงไหนเลย”  กิ่งเลยให้นักศึกษามองไปที่กระดาน และถามว่า จำได้มั้ยว่าในใบรายวิชา เค้าเขียนว่า นักศึกษา ต้องมีทักษะในการสืบค้นข้อมูลด้วย ส่วนแรกที่จะให้คือ พวกเราสนใจฟังที่เพื่อนพูดแค่ไหน โดยที่อาจารย์จะเซนต์กำกับไว้ว่าพวกเราเขียนได้แค่ไหน คะแนนส่วนที่เหลือคือ ให้พวกเราไปห้องสมุด เพื่อไปเติมเต็มส่วนที่พวกเรานึกไม่ออก หรือยังเขียนไม่ครบตอนี้ แล้วอาจารย์ก็จะดูว่า พวกเรามีพัฒนาการ มีการสืบค้นข้อมูลได้มากน้อยแค่ไหน

หลังจากพูดจบ นักศึกษากรี๊ดกร๊าดกันใหญ่ โดยเฉพาะน้องปอย นักศึกษาสาว(ประเภทสอง) ที่สวยที่สุดของห้อง  ถึงกับบอกว่า “หนูรักอาจารย์ที่สุดเลยค่ะ” แล้วทุกคนก็รีบวิ่งเอาสมุดมาให้เซนต์ (ทั้งๆที่ตอนแรกเรียกมาไม่มีใครมาซักคน)

“การกดดันด้วยความเครียด ก็เป็นการทำโทษอย่างนึงมันเป็นการทำให้เจ็บ เพื่อที่จะได้จำ จำว่าการเรียนจะต้องฟังที่เพื่อนพูด ฟังอาจารย์ รู้จักจดสรุปสาระสำคัญ และการจับประเด็น เพราะในช่วงเวลาที่ทุกข์ยากที่สุด สิ่งที่อาจารย์พยายามเน้นยำ ละสิ่งที่พวกเราจดไว้มันก้ช่วยชีวิตเราได้มากเลยทีเดียว “

หึหึ ถือโอกาส สั่งสอนนักศึกษาไปด้วย สอนด้วยการกระทำ ..... ดูซิว่ามันจะประสบผลสำเร็จซักแค่ไหนกัน

 

Lect.KinG in Class IV : ทะลึ่งเบ้เบ๊

posted on 21 Nov 2011 22:05 by prophese13

ในคาบล่าสุดในวันลอยกระทง นักศึกษาก็พยายามที่จะถามว่า อาจารย์กิ่งจะไปลอยกระทงที่ไหน อาจารย์ยิ้มรับ ถามว่าแล้วพวกเราไปลอยที่ไหนกัน นักศึกษาก็ตอบกันใหญ่ ... งั้นดีเลย อาจารย์จะได้ไม่ไปที่นักศึกษาจะไป .... เด็กๆ อ้าว!! กันไปเป็นแถบ แถมแซวอาจารย์อีกว่า มีความลับอะไรรึป่าวไม่อยากให้เด็กเห็น เลยเล่นมุกกะเด็กไปว่า อยากได้ความเป็นส่วนตัว กลัวเป็นข่าว .... ทีนี้เด็กแซวกันใหญ่ว่า ต้องแอบไปลอยกับแฟนแน่เลย .... เหอๆ อาจารย์ก็ว่าจะไปหาเอาตรงนั้นแหละจ๊ะ

 

แล้วประเด็นก็มาถึง เมื่อสอนถึงการระเหยของโทลูอีน 1 ลิตรเข้าไปในห้อง ก็พยายามอธิบายให้เด็กฟังถึงความแตกต่างของการระเหย และการระเหยกลายเป็นไอ ก็พยายามเขียนนู้นเขียนนี้ วาดนู้นวาดนี้ จนมาถึงภาพของโทลูอิน 1 ขวดที่เปิดฝาทิ้งไว้

 

ตอนวาดก็เริ่มที่ฝาก่อน กลมๆบนสุด ต่อมาก็ต่อลงมาที่คอขวด และก็ตัวขวดที่ป่องๆหน่อย และก็ด้วยทักษะการวาดรูปที่ดีม๊ากกก (เด็กมันมีบ่นว่ามันอ่านลายมืออาจารย์ไม่ออก เหมือนต้องแกะลายแทง ... ดูมัน) ก้นขวดมันเลยโค้งเข้าหากันคล้ายๆหัวใจกลับหัว  วาดเสร็จก็ขัดเส้นขดๆแสดงให้เห็น ว่าสารเคมีมันระเหยออกมา

 

เขียนเสร็จปุ๊บ เด็กมอง!! แล้วมันก้ยิ้มๆ หันไปดูรูปอีกครั้งนึงว่าทำไม เอ่อ.... มันดูคล้ายๆ เพน-อิส + เทส-อิส เอาแล้วไง ซวยแล้วไงอาจารย์กิ่ง วาดภาพล่อแหลมออกมาแล้ว แถมไอ่เด็กผู้ชายคนเดียวในห้อง (ที่เหลือเป็นกระเทยกลับผู้หญิง) มันก้สบตา ยิ้มๆ เพื่อที่จะยืนยัยว่ามันเห็นเหมือนที่กิ่งกำลังคิดอยู่นี่จิงๆ

 

โนๆๆๆๆ ถ้ากิ่งลบ นั่นหมายความว่าใช่ เสียฟอร์มยอมไม่ได้ เลยมีมุกออกไปว่าอาจารย์วาดไม่สวยเหรอ พวกเราดูออกมั้ยว่าเป็นขวด แล้วก็พยายามแก้ๆให้มันดูเหมือนขวดมากขึ้น หึหึ แต่ก็อดที่จะหลุดยิ้มและหัวเราะออกไปไม่ได้

 

โล่งอกไป เด็กพวกนี้นี่ มัน ทะลึ่งเบ้เบ๊ จิงๆ

หลังจากหลุดออกมาจากคณะวิทย์ที่รู้สึกว่าตัวเองโง่ๆ งงๆ หลุดออกมาจากสังคมที่เรียกว่า "เก่งกันเกิ๊น" มาอยู่ที่คณะสาธารณสุข กลับมีคนบอกว่ากิ่งรู้เรื่อง ถามนู้นถามนี่กิ่ง อาจารย์วันทนี บอกว่ากิ่งมีความคิดเป็นของตัวเองดี อาจารย์ประมุขก็ชมใหญ่ว่ามีพื้นฐานการวิจัย อาจารย์เฉลิมชัยต้องเปลี่ยนเกรด จากที่คิดว่าจะให้ บีบวก มาเป็นเอ และจนมาเป็นอาจารย์ ที่ต้องเป็นคนที่รู้เรื่องที่สุดในห้อง

 

โอววววว ไม่เลย ตลอดชีวิตที่ผ่านมาไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นคนเก่ง ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะเป็นเบอร์หนึ่ง ไม่เคยคิดว่าจะทำอะไรที่เหนือกว่าใครได้ เรียนมัธยมมาตอนสอบก็หวังแค่ให้ตัวเองสอบผ่าน สอบเอนท์ก็คิดว่าได้คะแนนเท่าไหร่ก็เรียนตามนั้น ป.ตรียิ่งแล้วใหญ่ ให้กรูได้ 2.5 ก็พอใจแล้ว ป.โทนี่ก็เรียนๆเล่นๆ จบมาได้ซะงั้น ถึงตอนนี้เป็นอาจารย์แล้วก็บอกนักศึกษาว่า อาจารย์ไม่ใช่คนเก่ง อาจารย์แค่เคยเรียนมาก่อน มันก็เหมือนเอาความรู้เหล่านี้มาสรุปและเราก็เรียนรู้ไปพร้อมๆกัน

 

และเด็กที่นี่ นักศึกษาของกิ่งมันก็คิดแบบเดียวกับกิ่งเหมือนกัน คือ ตัวเองไม่ใช่คนเก่ง ฉันมันโง่ ฉันไม่รู้เรื่อง ฉันเรียนๆแค่ขอให้มันผ่านๆไป ....ง เมื่อเราคิดเหมือนกัน แล้วทำไมคนนึงต้องมาเรียน ม.เอกชน เอนท์ไม่ติด และรับสิ่งโง่ๆ ในขณะที่อีกคน สอบได้อันดับต้นๆ เอนท์ติดมหาลัยที่มีชื่อเสียง จบปริญญาโท และเป็นอาจารย์ได้  คิดแบบเดียวกัน แล้วอะไรที่ต่างๆ????

 

มันต่างกันตรงที่ ถึงกิ่งจะคิดว่าตัวเองโง่ ไม่ใส่ใจและสนใจการเรียนหรืออะไรเท่าไหร่นัก แต่สิ่งที่กิ่งคิดอยู่เสมอคือ ไม่มีอะไรที่กิ่งทำไม่ได้ (มีแต่ที่ไม่ได้ลองพยาบยามที่จะทำ) ต่างกับนักศึกษาของกิ่ง ที่มันบอกตัวมันเองตั้งแต่ต้นแล้ว ว่า "มันทำไม่ได้"

 

ตอนนี้ก็ถึงเวลาที่จะทำให้นักศึกษาของอาจารย์กิ่งกลายเป็น "ผู้ตื่น" 

 

ตื่นๆๆๆๆๆ ตื่นยังไง ตื่นจากความโง่เขลา ตื่นจากความอคติ ตื่นจากความคิดที่ปิดกั้นตัวเอง ตื่นและเชื่อมั่นว่า คนเรามีศักยภาพในการพัฒนา

 

ตอนนี้เด็กมันเห็นกิ่งเป็นไอดอล เป็นอาจารย์ เรียนจบปริญญาโทจากมหิดล มันคิดว่ากิ่งเก่ง มันคิดว่ากิ่งประสบความสำเร็จ กิ่งก็เลยเอาตัวเอง และชี้ให้มันเห็นว่า กิ่งเป็นเด็กธรรมดา กิ่งไม่ได้เรียนเก่ง กิ่งไม่ได้อยู่หน้าชั้น ตอนป.ตรี กิ่งก็เรียนได้ 2.5 เรียนโทมันก็ไม่ได้ใช้ความรู้อะไรมาก เน้นความอดทนและพยายามเป็นสำคัญ ทุกคนมีศักยภาพที่จะมายืน ณ จุดนี้ได้

 

อื้ม มันยังเถียงอีกว่า 2.5 มหิดล มันเทียบกับ 3 กว่าที่นี่ไม่ได้ ...... นั่นไง!!! อาจารย์กิ่งปลาไหลเรียกพี่ จะทำยังไงดี

เหอๆ ในฐานนะที่เรียนจิตวิทยาได้เกรดเอมา และมีคนหาว่าโรคจิตอยู่บ่อยๆ  อันดับแรกเลยต้องพยายามสร้างเชื่อมั่นให้นักศึกษาซักหน่อย ด้วยการ

 

1. ลดปัญญาของตัวเองลง พยายามทำให้เห็นว่า ถึงอาจารย์จะจบโทมหิดลมา อาจารย์ก็ไม่ได้รู้ทุกเรื่อง ทุกๆชีท ทุกๆสไลด์ ทุกๆการสอน หรือแม้แต่การสะกดคำบางคำ กิ่งก็จะเว้นที่ไว้ให้นักศึกษาช่วยแนะนำอาจารย์หน่อย เค้าเรียกว่าไงนะ มันสะกดอย่างนี้ถูกมั้ย มีใครช่วยอาจารย์ตอบได้บ้าง

 

2. แสดงให้เห้นคุณค่าของนักศึกษา การที่ได้มีส่วนร่วม ได้ตอบคำถาม ได้มีโอกาสออกมา แสดงวิธีทำหน้าชั้น ได้ช่วยเพื่อนตอบ (โดยอาจารย์จะไกด์ให้ตลอดเพื่อให้เค้าตอบถูก) มันจะทำให้เค้ากล้าที่จะตอบในครั้งต่อๆไป มีความมั่นใจในการตอบมากขึ้น มั่นใจในความรู้ของตัวเอง และแน่นอนคนมีความรู้ ตกน้ำไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้-- หมายถึง กล้าที่จะออกไปทำอะไรได้อีกมาก

 

3. "ทำไม" คำถามคลาสสิคสำหรับอาจารย์ที่ชื่อกิ่งคนนี้ เพราะใครก็ตามที่ตอบคำถามทำไมของอาจารย์กิ่งได้ มันไม่ได้หมายถึงว่าเค้ารู้ และมันคือ ความเข้าใจ และสิ่งนี้มันจะอยู่ติดตัว เป็นปัญญา และความมั่นใจในตัวเองว่าเป็นคนมี ปัญญา ..... อาจารย์กิ่ง ไม่สนใจว่าคุณจสอบได้ไม่ได้ เกรดคุณเป็นยังไง และคุณนำสิ่งที่อาจารย์สอนไปประยุกต์ใช้ได้มากแค่ไหน นั่นคือสิ่งสำคัญ เพราะฉะนั้นไม่ว่าคุณจะได้เกรดเท่าไหร่ จบจากสถาบันไหน พิสูจน์ตัวเองให้ได้ เท่านั้น จบ!!

 

4. หลักความเสมอภาค เคยสังเกตุมั้ย ไอ่เด็กกลุ่มนั่งหน้า กลุ่มที่สนิทกะอาจารย์ พวกนี้มักจะเรียนดี ไอ่พวกที่นั่งเงียบอยู่หลังห้อง จะไม่ค่อยรู้เรื่อง อันนี้ไม่รู้ปัจจัยไรมันมีผล ซึ่งแน่นอนว่ากิ่งไม่สนใจ แต่การที่นักศึกษาพาตัวเองไปนั่งเงียบๆข้างหลังห้อง มันหมายความว่า เค้าได้หลดบทบาท สิทธิ์ทางสังคมของเค้าไปแล้ว และไอ่คนที่ชอบลดแบบนี้ มักมีความคิดว่าตัวเองไม่มีบทบาท ไม่มีความสำคัญ ไม่มีศักยภาพในการพัฒนา ...... หึหึ พวกนี่แหละ คือ target ของอาจารย์กิ่ง ที่จะกระตุ้น ให้ความสำคัญและใส่บทบาทลงไป และส่วนพวกนั่งหน้าที่ชอบมาสนิทกะอาจารย์ก็อย่างหวัง ไม่มีเรียกชื่อเล่น ไม่มีสนิท และไม่มีสิทธิอะไรพิเศษกว่าคนอื่น

 

ในกรณีนี้เคยมีนักศึกษามาถามว่า ใครได้คะแนนสูงสุด กิ่งเลยตอบไปว่าให้ไปดูเกรดที่เค้าแจ้งแค่นั่นพอ อาจารย์จำไม่ได้ และไม่สนใจว่าใครได้คะแนนสูงสุด

 

วิธีการนี้ประเมินยาก ต้องให้เค้าเห็นเอง ว่าตัวเองมีศักยภาพในการพัฒนา และเชื่อว่าการเรียนจะดีขึ้นอย่างแน่นอน กิ่งเพิ่งเห็นปัญหาและลองด้วยวิธีนี้ ไม่แน่ใจว่ามันจะเวิคได้แค่ไหน ขอวัดจากความมั่นใจ และจำนวนคำถามที่ถามประมาณว่าตัวเองจะทำได้มั้ยและยากเกินไปสำหรับตัวเอง ที่นักศึกษามักจะถามล่ะกัน

รอวัดผลปลายเทอมค่ะ

ในขั้นแรกของการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างเด็กและอาจารย์กิ่งผ่านไป ได้วิธีการสอนที่อาจารย์ชอบและเด้กๆพอใจแล้ว ก็มาถึงการเริ่มปรับให้เด็กรู้จักพัฒนาความคิด โดยเป้าหมายที่สองที่กิ่งตั้งไว้คือ "รู้ ตื่น และเบิกบาน"  อันนี้เป็นความคิดและทัศนะคติส่วนตัวเล็กน้อยที่พยายามจะสอดแทรกเข้าไปในหัวเด็ก

 

อย่างที่ใครที่สนิทจะรู้จักกิ่งดีว่า กิ่งมักจะมองอะไรเป็นเรื่องง่ายและเรื่องดีไปหมดทุกอย่าง และแม้แต่เรื่องการเรียนก็เช่นเดียวกัน ยังจำได้ว่าครั้งหนึ่ง เพื่อนหมาดำเคยบอกตอนที่พยายามให้กิ่งท่องชื่อจีนัสของ แมลงมากมายว่า " รู้แล้วว่าทำไมกิ่งถึงจำอะไรไม่ได้เลย เพราะกิ่งเห็นว่ามันไม่สำคัญ เลยไม่จำอะไรซักอย่าง" อื้ม ผ่านมาหลายปี จนเรียนจบ ป.โท จนเป็นอาจารย์แล้ว กิ่งก็ยังเห็นว่าอะไรๆมันไม่ได้สำคัญ และไม่ควรจะจำมันด้วย

 

ไม่จำได้กิ่งได้อะไรมั้ย บอกได้เลยว่าตอนนี้ให้กิ่งสอนวิชาที่เรียนมาตอนป.ตรี กิ่งสอนได้ ...... แล้วถามว่าไม่จำอะไรซักอย่างทำไมถึงมีความรู้ที่จะสอนได้

นั่นก็เป็นเพราะว่า "ความรู้เกิดก่อนทฤษฎี"  มันก็เหมือนกับที่เรียนป.โท ที่วิชาที่กิ่งเรียน ไม่มีอะไรที่เอาชีววิทยามาเกี่ยวข้องเลย แต่กิ่งกลับบอกว่าเกี่ยวมาก

มันเป็นเพราะ ความรู้ทุกอย่าง เราเรียนรู้ได้เอง มันมีอยู่อยู่รอบๆตัวเราอยู่แล้ว ทฤษฎีสัมพัทธ์ภาพพิเศษ มันได้ไม่เกิดเพราะไอนสไตน์เป้นคนคิด มันมีอยู่ของมันอยู่แล้ว มันอยู่ที่ว่าใครจะเจอ แยกแยะและจำกัดความมันได้เท่านั้น ...... คำถาม "ทำไม" ที่กิ่งมักจะถามนักศึกษา คือ ให้รู้จักอธิบายความรู้เหล่านั้นออกมาให้ได้ บทเรียนเป็นแค่ การรวบรวม การหาข้อมูล การกระทำที่ยืนยันความรู้นั้น

 

นั่นหมายความว่า เราคงจะเหนื่อยหน่อย ถ้าเราต้องไปรวบรวมความรู้เหล่านั่นด้วยตัวเอง อาจไม่ครบ อาจตกหล่น หรือการเข้าใจที่ขาดประสบการณ์ของเราอาจจะผิดพลาดคลาดเคลื่อน .... อย่ายึดตำรา อย่าจำเป็นข้อๆ อย่าสนใจทฤษฎี แต่ให้เป็นผู้รู้ ในความรู้นั้น

 

คำถามทำไมในช่วงแรกของอาจารย์กิ่ง เด็กมันนิ่งมาก มันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม แถมไอ่เด็กหัวหมอบางคนยังสวนกลับมาอีกว่า มันรอฟังเพราะว่า... จากอาจารย์อยู่ และมันเจอทั้งคำถามในห้อง ควิช และข้อสอบปลายภาคเข้าไป มันคงมีเพราะว่า อยู่ในหัวของมันเพิ่มขึ้นกว่าเดิมซัก 20%

 

และจากประเมินอย่างหยาบๆในเทอมนี้ นักศึกษาเริ่มปรับตัวได้แล้วว่า ตอบคำถามอาจารย์กิ่ง ไม่ใช่แค่หนึ่งหรือสอง แต่ต้องอธิบายได้ว่า ทำไม้ต้องหนึ่ง หรือสอง ..... อันนี้กิ่งไม่รู้ว่าเรียนกับอาจารย์ท่านอื่น เค้ากระตุ้นความเป็นเหตุเป็นผล ความขี้สงสัย สไตล์นักวิทยาศาสตร์อย่างอาจารย์กิ่งเข้าไปรึป่าว

แต่กิ่งก็คาดว่า ในปลายภาคการศึกษานี้กิ่งจะเพิ่ม ลักษณะนิสัยนี้ให้นักศึกษาได้ซัก 10%

 

ปล. ถ้าใครรู้จักกิ่งดี และอยู่กับกิ่งซักวันนึง จะรู้ว่าคำถามทำไมจะออกมาจากปากกิ่งไม่น้อยว่า สามสิบครั้งแน่ เหอๆ ยิ่งได้สอนเด้ก เจออะไรมากมายในหนังสือ อย่าแปลกใจเลยว่า ทำไมๆๆๆๆๆ จะไม่หลุดออกมามากมาย

Lect.KinG in Class I : จาระบีสไตล์

posted on 21 Nov 2011 22:00 by prophese13

หลังจากการสอน ในบทบาทของอาจารย์เทอมแรกของกิ่งผ่านพ้นไป ก็ได้เรียนรู้อะไรหลายๆอย่าง อย่างที่อาจารย์นุสรณ์ได้บอกไว้ว่า " ให้ทำตามแบบการสอนของอาจารย์ที่เราชอบ ของอาจารย์ที่เราคิดว่าเราเค้าใจ ของอาจารย์คนที่เราคิดว่าเราเป็นแบบนั้น"  และแน่นอน ว่าเป็นการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างนักศึกษาและอาจารย์ อย่างที่อาจารย์มะลิบอก คือ เราเข้าไปเพื่อที่ประเมินเด็ก ในขณะเดียวกันเด็กมันก็ประเมินเราอยู่เหมือนกัน เพราะฉะนั้น การสร้างภาพลักษณ์ การใส่ข้อมูล การวางโปรแกรมอะไรใส่นักศึกษาไปจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ

 

 

การสอนในเทอมแรกผ่านไป อาจารย์กิ่งคงได้สอนราว 7-8 ครั้ง ในเทอมแรก แน่นอนว่า ในระหว่างที่กิ่งกำลังค้นหาการสอนที่เป็นรูปแบบของกิ่งจริงๆ เรานำเทคนิควิธีการต่างๆจากอาจารย์ที่ได้ร่ำเรียนมา ตั้งแต่อาจารย์สมัยเรียนประถม จนถึงอาจารย์ระดับ ป.โทกันเลยทีเดียว ว่าใครมีเทคนิคและวิธีการสอนในรูปแบบใดบ้าง ที่กิ่งคิดเองว่ามันเจ๋ง (และที่สำคัญ taste กิ่งไม่เหมือนชาวบ้านอีกต่างหาก) การสอนแต่ละครั้งในภาคการศึกษาแรกจึงไม่เหมือนกันเลย

 

และแน่นอนว่าในขณะที่เรากำลังประเมินเด็กอยู่นั้น เด็กมันก็ประเมินเราอยู่เหมือนกัน จนมันเริ่มคอมเมนท์กันในภาคการศึกษาแรกว่า "มันจับทางอาจารย์กิ่งไม่ถูก" ฮ่าๆ จาระบีเรียกพี่ อย่างอาจารย์กิ่ง ไม่ยอมให้จับได้ไล่ทันง่ายๆหรอก

 

ทุกครั้งที่นำการสอนแบบใหม่มาใช้ ท้ายคาบจะมีการประเมินว่า เรียนแบบนี้ นักศึกษามีส่วนร่วม เข้าใจ และรู้สึกพอใจแค่ไหน การประเมิน ก็มีทั้งสอบควิช ให้เขียนแสดงความคิดเห็น ระบายความในใจ เรียกถาม และก็มีวิธีแกล้งต่างๆนาๆ

 

สโลแกนเดียวที่มักจะบอกเด็กคือ " ไม่ต้องอ่านเยอะ ไม่ต้องเตรียมตัวเยอะ ขอแค่อาจารย์พูดอะไรในให้ไปแล้ว พวกเราเข้าใจสิ่งที่อาจารย์พูดและคิดต่อได้ ไม่ต้องท่อง ไม่ต้องจำ วิเคราะห์ให้เป็น ก็เกทเอ ทุกคุนค่ะ"

 

และด้วยสโลแกนนี้ กิ่งพยายามทำทุกทางให้เด็ก คิดเป็น และสิ่งที่เด็กได้ยินจากปากกิ่งบ่อยมากคือ "ทำไม"

 

ทุกสิ่งในโลกนี้เกิดจากเหตุและปัจจัย ความรู้เกิดก่อนทฤษฎี ไม่มีความสำคัญและจำเป็นที่ต้องท่องว่า หนึ่งเป็นไง สองเป็นไง แค่ให้รู้ว่าทำไมมันถึงเป็นหนึ่ง เป็นสอง นี่คือ หลักแนวคิดในการสอนของอาจารย์กิ่ง

 

ผลการชิมลางในเทอมแรก ให้เด็กมันสรุปว่าร้อยแปดมุกวิธีที่สอนไปที่มันจับไม่ได้ไล่ไม่ทันนั้น เด็กมันพอใจวิธีไหนสุด และต่อไปนี้ .... คุณจะได้สิทธิ์นั้นเดี๋ยวนี้!!

 

ผลการตอบรับ พบว่าเด็กมีพัฒนาการด้านความคิดขึ้น โดยใช้กิ่งเป็นตัวชี้วัด กิ่งให้ 30%  ถึงแม้ว่ามันจะน้อย แต่ก็ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดี นั่นหมายถึงเด็กเรายังมีศักยภาพ สามารถพัฒนาได้ ซึ่งกิ่งถือว่าดีกว่าพวกบัวในตมและพวกน้ำเต็มแก้ว

 

อาจารย์จบใหม่ ไม่มีประสบการณ์ ไม่เคยเรียนวิชาครู ทำได้ 30% กิ่งถือว่าไม่ขี้เหร่